สมุดขีดเขียนเด็กบ้านนอก

เรื่องบ้านนอกJune 29, 2008 7:06 am

ควาย ชีวิตที่ร่วมทุกข์กับชาวนาไทยเรามานานแสนนาน แม้วันนี้ควายถูกนำมาใช้เป็นแรงงานในการไถ่นา จะพบน้อยลงทุกที ควายคำนี้ไม่ได้มีความเสียหายอะไร แต่ไม่รู้ว่าทำไม คนเมืองส่วนใหญ่จึงชอบใช้คำ ๆ นี้ไปเป็นคำด่าในทางที่เสีย ๆ หาย ๆ  ควายมันก็เป็นสัตว์ที่จงรักภักดีต่อเจ้านายมันไม่ต่างอะไรกับสุนัข แต่มันเป็นมากกว่าคำว่าสัตว์เลี้ยง คือมันเลี้ยงเจ้านายมันด้วย ด้วยการให้แรงงานเพื่อปลูกข้าวเลี้ยงเจ้านายมัน

แม้วันนี้ภาพของควายในท้องไร่ ปลายนาไม่ค่อยมีเห็นแล้ว แต่เราคนไทยที่ต้องกินข้าวเป็นอาหารหลัก จะต้องสำนึกบุญคุณของพวกมันบ้าง

เรื่องบ้านนอกJune 23, 2008 3:43 am

เมื่อคืนเกิดปัญหากับการเขียน Blog แห่งนี้ ผมพยายามที่จะนำภาพเข้ามาประกอบการเขียนบทความ ปรากฏว่าเมื่อแทรกภาพเข้ามาทีไร IE ก็อาการ Error เกิดขึ้น แล้วก็ปิดหน้า IE ไปเฉย ๆ ต้องมาเขียนบทความใหม่ ตอนแรกก็นึกว่าบังเอิญ error แต่พอแทรกภาพอีก ก็เป็นอีก ไม่รู้ว่าเป็นที่เครื่องฯของเราหรือเป็นที่ระบบของ Wordpress จึงทำให้บทความเมื่อคืนปราศจากภาพประกอบ ระหว่างที่รอค้นหาภาพ เพื่อลองแทรกดูอีก วันนี้ก็เลยต้องบันทึกความผิดพลาดไว้หน่อย

เรื่องบ้านนอกJune 22, 2008 3:12 pm

ปีนี้พ่อเริ่มลงมือทำนาเร็วกว่าทุกปี เพราะปลาย ๆ เมษายน ฝนก็เริ่มตกแล้ว ใช้วิธีแต่ละทุ่งนา ใช้วิธีการทำที่ไม่เหมือนกัน นาที่ลุ่มมาก ๆ ต้องรีบทำก่อนเพื่อน แล้วก็ใช้วิธีการหว่านเอา เพื่อให้ทันกับช่วงน้ำมาก หากใช้วิธีปรักดำ เห็นทีข้าวต้องเน่าในน้ำแน่ ๆ พอทำเร็ว ก็เจอฝนทิ้งช่วง ข้าวที่งอกก็ออกอาการเหี่ยวเฉา ใจก็ได้แต่รอว่าเมื่อไหร่ ฝนจะโปรยปรายมาหน่อย ไม่งั้นเห็นทีต้องแห้งตาย เป็นวัตถุไวไฟแน่เลย

เลยกลางพฤษภา โชคดีฝนเริ่มตกอีกครั้ง ข้าวที่ตายไปบางส่วน ก็ใช้วิธีนำต้นกล้ามาปรักดำ ซ่อมแซมส่วนที่ตายไป ส่วนที่ทนได้ก็เริ่มแตกกอ ทำให้มีหวังบ้าง ปีนี้แม้ข่าวคราวว่าข้าวได้ราคา แต่เวลาขายเราก็เหมือนต้องยอมราคาที่พ่อค้าคนกลางกำหนดอยู่ดี ช่วงนี้มิถุนายน ฝนเริ่มทิ้งช่วงอีกที แต่คราวนี้นาลุ่มยังพอมีน้ำ แต่นาที่ดอน ทำต่อไม่ได้ เพราะไม่มีน้ำเลยต้องคอยฝนอีกที

อีสานบ้านเราสิ่งที่ต้องเจออยู่ตลอดเวลา ก็คือการรอคอย หากฟ้าฝนไม่เป็นใจ เห็นทีลำบาก คั้นจะเข้าไปทำงานในเมืองกรุง ก็คงไม่ไหว สู้ค่าใช้จ่ายไม่ได้ แก่ขนาดนี้จะไปขายแรงงานอะไร จะพอทำได้ ชีวิตก็คงต้องอยู่ตามท้องไร่ท้องนาต่อไปนะ

เรื่องบ้านนอกMarch 31, 2008 2:07 pm

ข้าวเกรียบว่าว

เมื่อวานนี้ไปที่ห้องสมุดพบหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ "ข้าวเกรียบว่าว" พลันทำให้นึกถึงสมัยเด็ก ๆ บ้านผมเขาเรียกข้าวเกรียบว่าวว่า "ขนมโป่ง" คำว่าโป่งแปลว่า พองออก เหมือนกับลูกโป่งนั่นแหละครับ คือมันโป่งออก ขยายออก ดังนั้นขนมโป่งมันก็คือขนมที่นำข้าวเหนียวนึ่งสุก แล้วนำมาตำด้วยครกขนาดใหญ่ ใส่น้ำตาลทรายตำให้เข้ากัน เสร็จมันจะเป็นยางเหนียว นำไปขึ้นรูปด้วยไม้ไผ่กลม นวดให้แบนเป็นแผ่นกลม ๆ เสร็จแล้วนำไปตากให้แห้ง เมื่อแห้งพอดีก็เก็บใส่ถุงพลาสติกไว้ ไม่งั้นมันจะแห้งมาก แล้วกรอบแตกเสียรูปทรง เวลาจะนำมารับประทานต้องนำไปยางไฟด้วยไม้ย่าง พลิกไปมาจนพองออกพอดี จนเหลืองกรอบอร่อย ตอนที่เป็นเด็กแม่จะทำขายตามงานวัดหรือมีบุญบ้าน เมื่อสิบกว่าปีก่อนจะแผ่นละห้าสิบสตางค์ ทุกวันนี้สี่แผ่นสิบบาท ขนมโป่งที่แม่ทำไม่เหมือนที่เขาขายตามตลาดทุกวันนี้ แม่จะใช้ข้าวเหนียวใหม่ ๆ มาทำ แต่ที่ขายตามตลาดเป็นข้าวที่เหลือจนเรียกว่า ข้าวเย็น ราคามันจะถูกหน่อยเขาหาซื้อตามวัด เพราะที่วัดข้าวจะเหลือมาก ๆ กินไม่หมด เสร็จแล้วก็นำมานึ่งใหม่ส่วนขั้นตอนอื่น ๆ ก็เหมือนกันหมด แต่ความอร่อยจะแตกต่างกัน ทุกวันนี้คนที่ทำมีน้อยลง แต่ที่ทำเป็นการค้าก็จะใช้เครื่องจักรเข้ามาช่วยและหาซื้อข้าวตามวัดอย่างที่กล่าวมาแล้ว ไม่ใช่ข้าวใหม่ ๆ สดหรอก เพราะฉนั้น คนที่เห็นจะมองไม่ค่อยออกหรอกว่าข้าวใหม่หรือข้าวเก่า ยิ่งสมัยใหม่ไม่รู้ใส่งา ใส่สีผสมอาหารเข้าไป ทำให้มีสีสันแปลกไป แทบจะมองไม่รู้เลย แต่หากต้องการรสชาติที่เป็นดั้งเดิมและได้ลิ้มรสข้าวใหม่ ควรเลือกเน้นที่เป็นข้าวเกรียบว่าวสีขาว ๆ สะอาด ๆ นั่นแหละดีที่สุด

หมายเหตุ ขออนุญาตยืมจากเว็บ bloggang นะครับ